Friday, 5 June 2026
POLITICS TIPS

‘อนุชา’ ลุยแก้ขยะ!! ตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะกรุงเทพ วางแผนระบบปิดแก้กลิ่นรบกวน มองระยะยาวไม่แค่หาเสียง ตั้งเป้าชุมชนอยู่ร่วมอย่างยั่งยืน

”อนุชา“ ลั่น กำจัดขยะต้องทำเป็นระบบ หลัง ลุยโรงกำจัดขยะ ยัน ไม่ได้มาแค่หาเสียง มาเพื่อแก้ไขปัญหา

(1 มิ.ย. 69) เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานศูนย์กำจัดขยะ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง เบอร์ 5 เดินตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการบริหารจัดการขยะกทม. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาณ์ภายหลังว่า วันนี้มาดูสภาพความเป็นจริงของการกำจัดขยะ ซึ่งเรามีอยู่ 2 จุด คือ หนองแขมและอ่อนนุช ปัญหาคือ เรื่องของกลิ่น และวันนี้ได้พูดคุยกับเอกชนและราชการ หารือเรื่องการทำระบบปิด ซึ่งเราต้องดูตั้งแต่ต้นทาง ส่วนเรื่องรถขยะเป็นอีกส่วนซึ่งเป็นของบริษัท เพราะไปรับตามหมู่บ้าน รถยังไม่ใช่ระบบปิดทั้งหมด พอมาถึงโรงงานก็ปิดยังไม่สมบูรณ์ สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือ ต้องเอาระบบการตรวจที่ชัดเจน เช่น เรื่องของกลิ่น ต้องมีเครื่องตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต ส่วนเรื่องงบประมาณต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง เราคงหาที่ถูกที่สุด แต่จะให้คนชอบที่สุดคงเป็นไปได้ยาก 

ทั้งนี้การวางแผนเรื่องอนาคตไม่ใช่เพียงคิดแค่ในวาระ 4 ปีของผู้ว่าฯกทม. จากนี้ไปการกำจัดขยะ ต้องทำให้เป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องของวาระ แต่มองมากกว่านั้น คือ 5 ปี 10 ปี ซึ่งในความรู้สึกของตน เรื่องใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้าง ต้องมองภาพของสิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าที่จะเห็นผล หรือระยะสั้น อาจต้องตัดสินใจในเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้มากกว่า 4 ปี ไม่ว่าจะเป็น 8 ปี 12 ปี ต้องตัดสินใจ

“แนวคิดของผม อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ร่วมกับโรงงานกำจัดขยะในอนาคต ขยะมีหมื่นตันต่อวัน เราต้องมองว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ อะไรที่ดีที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ ตนในนามของพรรคประชาธิปัตย์และสก.อาสาเข้ามา เราไม่ได้มองแค่หาเสียง เรามาเพื่อแก้ไขปัญหาของจริง เรามองในระยะยาวเพื่อจะแก้ไขให้เกิดความยั่งยืนเรื่องของเมืองฟ้าอมร and more” นายอนุชา กล่าว 

นายอนุชา กล่าวว่า ระบบปิดอาจจะทำได้เลย ส่วนการเปลี่ยนเป็นพลังงานต้องใช้เวลา แต่ต้องเร่งดำเนินการ อีกเรื่องคือมวลชนสัมพันธ์ การทำความเข้าใจ จะได้ไม่ต้องชี้ว่าใครถูกใครผิด เอาเรื่องของค่าวัดเข้ามาดู หากใครค่าเกินเป็นมาตรฐานเท่าไหร่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ขยะไม่หายไปไหนต้องไปบริหารจัดการเพื่อเกิดความยั่งยืนและเบ็ดเสร็จ

'อนุชา' ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูนโยบายสตรีทฟู้ดระเบียบ กวดขันต่างด้าวแย่งอาชีพไทย จ่อคืนเส้นทางเรือ EV ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานเสียงสวิงโหวต 20%

"อนุชา" เบอร์ 5 ควง "อภิสิทธิ์" ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูสตรีทฟู้ดเป็นระเบียบ-ฟันต่างด้าวแย่งอาชีพ เล็งรื้อฟื้นเส้นทางเรือ EV แก้รถติด-ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานสวิงโหวต 20%

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค , นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค , ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร ส.ก. เขตพระนคร ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยยามเช้าให้การต้อนรับและทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินทางไปโดยสารเรือไฟฟ้าที่ท่าเรือคลองผดุงกรุงเกษม (จุดลงเรือหัวลำโพง) เพื่อมุ่งหน้าไปหาเสียงต่อยังท่าเรือเทเวศร์

นายอนุชา เปิดเผยว่า ตลาดตรอกหม้อถือเป็นตลาดเก่าแก่ที่มีร้านอาหารอร่อยจำนวนมาก ซึ่งลักษณะเช่นนี้มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ตนมองว่า กทม. ต้องโปรโมตให้นักท่องเที่ยวได้เห็นว่าสตรีทฟู้ด (Street Food) กับความเป็นระเบียบเรียบร้อยสามารถอยู่คู่กันได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นร้านริมทางหรือบนฟุตพาทเพียงอย่างเดียว หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ จะเข้ามาจัดระเบียบไม่ให้ผู้ค้าสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนที่ใช้สัญจรบนทางเท้า

"เรื่องที่สำคัญและต้องกวดขันอย่างจริงจัง คือการแก้ไขปัญหาผู้ค้าต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย" นายอนุชาเน้นย้ำ พร้อมระบุว่า กทม. จะนำเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) มาใช้กำกับดูแลจุดผ่อนผัน เพื่อให้สามารถสแกนตรวจสอบได้ทันทีว่าใครคือผู้ได้รับอนุญาตตัวจริง เพื่อป้องกันการลักลอบขายสิทธิเช่าช่วงต่อ นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อบังคับใช้กฎหมายและกวดขันปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างเด็ดขาด

นายอนุชา ยังกล่าวถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับชุมชนว่า กรุงเทพฯ มีสถานที่ทำบุญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นจุดหมายของ "สายมู" มากมาย เช่น ศาลเจ้าพ่อเสือ ในอนาคตตนมีนโยบายพัฒนาแอปพลิเคชันของ กทม. เพื่อรวบรวมและแสดงจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้ทราบ ซึ่งจะผลักดันให้แอปฯ กทม. เป็นแพลตฟอร์มที่คนจดจำและเปิดใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

ด้านนโยบายการคมนาคม นายอนุชาได้ชูแนวคิดการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ "ล้อ ราง เรือ" เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยมุ่งผลักดันการเดินเรือไฟฟ้า (EV) ของ กทม. เข้าไปให้บริการประชาชนในคลองสายหลักต่างๆ ทั้งคลองผดุงกรุงเกษม คลองภาษีเจริญ คลองลาดพร้าว และคลองแสนแสบ

"เฉพาะอย่างยิ่งในคลองแสนแสบ ช่วงตั้งแต่วัดศรีบุญเรืองเข้ามาในพื้นที่เมืองชั้นใน ซึ่งเอกชนดำเนินการมายาวนานกว่า 30 ปี และยังคงใช้เรือเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้นเหตุหนึ่งของปัญหาฝุ่น PM 2.5 กทม. จะเข้าไปขยายการเดินเรือโดยใช้เรือไฟฟ้า EV ทั้งหมด แม้ในระยะเริ่มต้นอาจจะดูไม่คุ้มค่าในแง่ของธุรกิจ แต่การบริการสาธารณะคือสิ่งที่เมืองจะปฏิเสธการดูแลพี่น้องประชาชนไม่ได้ นอกเหนือจากนี้ หลายโครงการที่เคยทำในยุคก่อน เช่น เส้นทางการเดินเรือต่างๆ ที่ถูกยกเลิกไปในสมัยผู้ว่าฯ ชัชชาติ เราจะนำกลับมาให้บริการอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากมีระบบขนส่งอื่นที่สามารถทดแทนได้ เช่น มีรถไฟฟ้าเข้าถึงพื้นที่ หรือมีระบบฟีดเดอร์ที่เชื่อมต่อได้สะดวกกว่า เราก็จะพิจารณาปรับเปลี่ยนใช้ทางเลือกอื่นที่เหมาะสมแทน" นายอนุชากล่าว

ส่วนกระแสพรรคประชาธิปัตย์ที่ปรากฏในโพลเลือกตั้งผู้ว่า กทม. นายอภิสิทธิ์ กล่าว พรรคพร้อมนำเสนอนโยบายที่สร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเพื่อนำมาทำประโยชน์และแก้ปัญหาการเลี่ยงภาษีที่ดิน รวมถึงการชูนโยบายปราบปรามการทุจริตที่เข้มข้น เพื่อดึงฐานเสียงเดิมและจูงใจกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจอีกประมาณ 20% ให้หันกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

“ประชาธิปัตย์” ลุยรับฟังเยาวชน!! เปิดตัวโครงการเสริมสุขภาพจิต ผลักดันเสียงเยาวชนสู่เชิงนโยบาย ต่อยอดแนวคิด 5 สัปดาห์เต็ม พร้อมสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่ออนาคต

สกลธี - การดี - รัดเกล้า รับจดหมายเปิดผนึกเยาวชน ขอรัฐใส่ใจปัญหาสุขภาพจิตคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดตัว “Youth Voice for Well-being Camp”

พรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่รับฟังเสียงเยาวชนด้านสุขภาวะและสุขภาพจิต พร้อมเปิดตัวโครงการ “Youth Voice for Well-being Camp” หรือ “เสียงของเยาวชน เพื่อสุขภาวะและอนาคตสังคมไทย” เพื่อผลักดันการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการออกแบบนโยบายและอนาคตของสังคมไทย

การแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีตัวแทนจากพรรคและเครือข่ายเยาวชนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และแรงกดดันทางสังคมที่ส่งผลต่อคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน

ภายในงาน นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข กล่าวว่า พรรคพร้อมผลักดันข้อเสนอจากเยาวชนไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพราะปัญหาสุขภาวะของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “Youth Voice for Well-being Camp” ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่กระทบคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่

โครงการจะดำเนินต่อเนื่องตลอด 5 สัปดาห์ ผ่านกิจกรรมและวงพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และ Well-being ก่อนปิดท้ายด้วยการแข่งขันระดมแนวคิดเชิงนโยบายโดยเยาวชน (Youth Policy Hackathon) เพื่อพัฒนาแนวคิดและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง

ขณะที่ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่ควรมีพื้นที่ในการส่งเสียงและร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมร่วมกับเยาวชน พร้อมเชิญชวนเยาวชนที่มีความสนใจผลักดันโครงการเพื่อร่วมแก้ปัญหาสังคม เข้ามาหารือกับพี่ ๆ ในพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) คอยเป็นเพื่อนคู่คิด และช่วยผลักดันความคิดของน้อง ๆ ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีตัวแทนเยาวชน ผู้ขับเคลื่อนโครงการแต้มใจ (Tamjai) และโครงการ Social Media Addiction ร่วมสะท้อนประสบการณ์และแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ในสังคมไทย

“รัดเกล้า” หนุนกฎหมายลดดุลพินิจรัฐ ชู Super License–Auto Approve ชี้กฎหมายอำนวยความสะดวกฯ คือกุญแจปฏิรูปราชการ ลดช้า ลดซ้ำ ลดคอร์รัปชัน ดันไทยเทียบมาตรฐานสิงคโปร์–เอสโตเนีย

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมอภิปรายสนับสนุนหลักการร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นต่อการปฏิรูประบบราชการไทย เพื่อลดการพึ่งพาดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็น “พื้นที่สีเทาของการคอร์รัปชัน”

รัดเกล้าระบุว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังเผชิญปัญหาการขออนุญาตที่ล่าช้า โดยข้อมูลจาก TDRI ปี 2566 พบว่าประมาณ 70% ของผู้ประกอบการมองว่ากระบวนการอนุญาตของรัฐใช้เวลานานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขณะที่การขออนุญาตก่อสร้างในไทยใช้เวลาเฉลี่ยถึง 101 วัน เทียบกับเพียง 22 วันในสิงคโปร์

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวมี 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ Super License, Auto-Approve และ Fast Track ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน ลดภาระประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม รัดเกล้าเสนอว่า การใช้ระบบ Auto-Approve ต้องดำเนินควบคู่กับเทคโนโลยีที่มีมาตรฐาน เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเสนอให้นำ “AI Triage System” ของเกาหลีใต้มาใช้คัดกรองคำขออนุญาตตามระดับความเสี่ยง และนำระบบ “X-Road” ของเอสโตเนียมาเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐแบบเรียลไทม์ เพื่อลดภาระการยื่นเอกสารซ้ำซ้อนของประชาชน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำโมเดล “Happiness Meter” ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มาใช้ประเมินความพึงพอใจของประชาชนหลังรับบริการแบบเรียลไทม์ พร้อมย้ำแนวคิด “Satisfaction Mirror” ของ OECD ที่ชี้ว่าความพึงพอใจของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐมีความเชื่อมโยงกัน และควรถูกใช้เป็นฐานในการออกแบบการปฏิรูประบบราชการ

“กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่แค่การปฏิรูประบบราชการ แต่คือการฟื้นศรัทธาของประชาชน และนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อรัฐไทย” รัดเกล้ากล่าว

แต่งตั้ง วีระศักดิ์-กอบศักดิ์-ปิติ-อาร์ม เป็นที่ปรึกษา ‘ศุภจี’ รองนายกฯ หวังบริหารราชการเรียบร้อย เกิดผลดีต่อประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนงานพาณิชย์–เศรษฐกิจ เสริมกลไกขับเคลื่อนงานรองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงพาณิชย์

จากรายงานคำสั่งรองนายกรัฐมนตรี ที่ ๒ /๒๕๖๙ เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙  ระบุว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นางศุภจี สุธรรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามประกาศวันที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ นั้นเพื่อให้การบริหารราชการในความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บังเกิดผลดีแก่ทางราชการ จึงแต่งตั้งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ดังนี้

๑. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๒.นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๓.รองศาสตราจารย์ ปิติ ศรีแสงนาม ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๔.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาร์ม ตั้งนิรันดร ที่ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๕. นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๖. นายยรรยง ไทยเจริญ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๗. นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๘.นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๙. นางสาวอาจารี ตราชูกุล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๑๐.นางสาวอนัญญา แก้วนิล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๑๑.นายอดิศร์ หะริณสุต ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๑๒.นายนนทกร โรจน์อุ่นวงศ์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

เพื่อให้คำปรึกษา เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ และติดตามการปฏิบัติราชการ

ของหน่วยงานภายใต้บังคับบัญชาและกำกับของรองนายกรัฐมนตรีให้บรรลุผลสัมฤทธิ์และเป็นไป

อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับหนุนการกิจของรองนายกรู้มนตรีตานที่ได้รับมอบหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ

“ชิงสุกก่อนห่าม” หรือ “มายาคติ”? เปิดหลักฐานพระยาทรงสุรเดช ชวนทบทวนประวัติศาสตร์ 2475 เมื่อราษฎรยังไม่เข้าใจการปกครอง แต่คณะราษฎรเลือกเดินหน้า

ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ราษฎรสยามมีความพร้อมแล้วหรือไม่?

ตามที่ประจักษ์ ก้องกีรติ ได้เขียนไว้ในบทความเรื่อง การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน ในWebsite The 101 ว่าความไม่พร้อมของประชาชน เป็นมายาคติ ว่า

""มายาคติ “ชิงสุกก่อนห่าม”

คำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” กลายเป็นคำที่ถูกผูกติดกับการปฏิวัติ 2475 เพื่อให้ภาพว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยที่ประชาชนยังไม่พร้อมเพราะขาดการศึกษา และเกิดขึ้นทั้งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเตรียมที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ปวงชนชาวไทยอยู่แล้ว"

ในประเด็นนี้ พระยาทรงสุรเดช หนึ่งในแกนนำของคณะราษฎร ได้เคยบันทึกเอาไว้ใน บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 เอาไว้ว่า

"...ที่กล่าวกันว่า การปฏิวัติครั้งนี้ย่อมจะต้องราบรื่นอยู่เอง เพราะราษฎรมีความต้องการอยู่พร้อมแล้วนั้น ก็ไม่ถูกต้องอีกเหมือนกัน แม้ทุกวันนี้ (พ.ศ. ๒๔๘๒) ราษฎรก็ไม่กระจ่างแจ้งในเรื่องระเบียบการปกครองเอง ทั้งที่โฆษณาและมีคนไปชี้แจงให้ฟังเสมอ ๆ อย่าว่าแต่ราษฎรชาวนาเลย แม้พวกข้าราชการเองก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจวิธีปกครอง

เพราะฉะนั้น จึงเกือบกล่าวได้ว่า เมื่อก่อนปฏิวัติ คนไทยเรารู้จักการปกครองวิธีเดียวเท่านั้น ยกเว้นส่วนน้อยเหลือเกิน สำหรับราษฎร เมื่อหนักหนาเข้า ก็ได้แต่บ่นอุบอิบว่าแย่แล้วเจ้าพระคุณ ส่วนข้าราชการไม่มีความรู้สึกอะไร นอกจากว่าถูกแต่งตั้งให้มาเป็นนายของราษฎรแล้ว และคอยหาโอกาสฝากเนื้อฝากตัวเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จะได้กรุณาเขาให้ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นและเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ส่วนงานของชาติรอไว้ก่อนได้ ผลเสียแห่งงานของชาติดูไม่ทำให้เกิดความรู้สึกละอาย ส่วนพวกที่เกลียดเจ้าก็มีอยู่เป็นธรรมดา แต่พวกนี้ก็ดีใจเมื่อทราบว่ามีการปฏิวัติ แต่ก็เพียงเท่านั้น ไม่มีส่วนทำให้การปฏิวัติสำเร็จง่ายขึ้นเลย

ความไม่เข้าใจและความไม่เอาใจใส่ของราษฎรเราเห็นได้ถนัดเมื่อวันประกาศรัฐธรรมนูญที่พระที่นั่งอนันต์ฯ วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ต้องต้อนราษฎรให้เข้าไปฟังในพระที่นั่งกันเสียแทบแย่ และก็ได้จำนวนราษฎรสักหยิบมือเดียวไปยืนฟังโดยไม่รู้เรื่องอะไร หากจะมีละครให้ดู และมีเจ๊กก๋วยเตี๋ยวด้วยแล้ว คนจะไปมากกว่านั้นมาก ในปีต้น ๆ ที่มีราษฎรไปงานรัฐธรรมนูญกันมาก นั่นไม่หมายความว่าเพราะเข้าใจและเลื่อมใสการเปลี่ยนแปลง ต้องการเที่ยวสนุกเท่านั้น ไม่ต้องการรู้อะไรมากไปกว่ามีการมหรสพอะไรที่ไหนวันใดเท่านั้น

เป็นอันว่าการปฏิวัติครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ เพราะนายทหารบกผู้เป็นหัวหน้าตกลงใจเด็ดขาดให้ลงมือทำ เพราะฉะนั้น เหตุผลผู้เป็นหัวหน้าจึงน่าจะต้องถือเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้นโดยแท้"

คำถามทิ้งท้ายก็คือ ระหว่างคำพูดของพระยาทรงฯ หลวงประดิษฐฯ หลวงพิบูลฯ หรือ ประจักษ์ ฯลฯ ข้อกล่าวอ้างของใครมีความหนักแน่นกว่ากัน และการทำความเข้าใจประเด็น 2475 นั้น ลำพังการใช้หลักฐานด้านเดียว หรือหลักฐานที่สอดคล้องกับข้อเสนอของตนเองนั้นเพียงพอแล้วหรือ และควรที่จะวิพากษ์หลักฐาน ข้อกล่าวอ้างทั้งจากหลักฐานของพระยาทรงฯ  ปรีดี หรือประจักษ์อย่างไร จึงจะถือได้ว่าเป็นการวิพากษ์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่รอบด้านและเป็นธรรมต่อทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ 2475?

อ้างอิง

1. ประจักษ์ ก้องกีรติ. (2560). การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน,จาก Website The 101

2. พระยาทรงสุรเดช. บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475/บทที่ 2, จาก Website Wikisource

EV จีนบุกตลาดอังกฤษแรง!! นักวิชาการชี้แบตเตอรี่คือจุดแข็ง ดัน BYD–Jaecoo ขึ้นผู้ท้าชิงหลัก จีนไม่ใช่แค่รถราคาถูก แต่ส่งออกทั้งระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า

นักวิชาการเผย EV ผลิตในจีน บุกตลาดสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น แบตเตอรี่คือจุดแข็ง

ลอนดอน, 15 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) เดวิด เบลีย์ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจประจำมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมของสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในจีนกำลังปรากฏให้เห็นในตลาดสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น โดยแบรนด์จีนขยับสถานะจากผู้เล่นชายขอบสู่ผู้ท้าชิงหลักอย่างชัดเจน

เบลีย์ให้สัมภาษณ์ความคิดเห็นดังกล่าวหลังจากสมาคมผู้ผลิตและผู้ค้ายานยนต์ของสหราชอาณาจักร (SMMT) เผยแพร่ข้อมูลสถิติว่ายานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนครองส่วนแบ่งตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-เมษายนของปี 2026

สมาคมฯ ระบุว่าแบรนด์จีนอย่างบีวายดี (BYD) และเจคู (Jaecoo) มียอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าในสหราชอาณาจักรในช่วง 4 เดือนแรก จำนวน 30,480 คัน คิดเป็นร้อยละ 17.4 ของยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงดังกล่าว

หากนับรวมแบรนด์ที่มีบริษัทจีนเป็นเจ้าของ เช่น วอลโว่ (Volvo) โพลสตาร์ (Polestar) และโลตัส (Lotus) ยอดจำหน่ายโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 40,222 คัน หรือร้อยละ 22.7 ของยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงดังกล่าว

เบลีย์กล่าวว่าผู้ผลิตจากจีนได้รับประโยชน์จากจุดแข็งด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กลายเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ที่เชื่อถือได้ของผู้บริโภค โดยเฉพาะจุดแข็งด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่

นอกจากนั้นปัจจุบันผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของจีนไม่เพียงแข่งขันด้านราคาที่จับต้องได้ แต่ยังแข่งขันด้านระยะทางการขับขี่ ซอฟต์แวร์ และการออกแบบยานพาหนะอีกด้วย

เบลีย์มองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งออกรถยนต์เท่านั้นอีกต่อไป แต่เป็นผู้ส่งออกระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

ทั้งนี้ เบลีย์ชี้ว่าบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรและจีนยังมีโอกาสร่วมมือด้านการลงทุนและการผลิตอยู่มาก โดยฝั่งจีนสามารถมองหาโอกาสประกอบยานยนต์ในสหราชอาณาจักรตามเป้าหมายขยายฐานการผลิตในต่างประเทศและการเป็นที่รู้จักในตลาดท้องถิ่นต่างประเทศเพิ่มขึ้น

เบลีย์เสริมว่าการที่แบรนด์จีนจะเข้ามาตั้งฐานประกอบยานยนต์ในสหราชอาณาจักรไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ความร่วมมือลักษณะดังกล่าวอาจช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านยานยนต์ไฟฟ้าและห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของสหราชอาณาจักร

น้ำจืดเกาะล้านยังวิกฤต!! แก้น้ำจืดเกาะล้านเลือกทางไหนดีท่อใต้ทะเลพัทยา–เกาะล้าน หรือผลิตน้ำทะเล RO พึ่งตัวเองบนเกาะ ชั่งน้ำหนักแผน “ธนาธร” กับทีม “นายกเบียร์” แบบไหนเสี่ยงน้อยกว่า

แก้ปัญหาน้ำจีดบนเกาะล้าน เลือกแบบไหนดี?

ใครเคยไปเที่ยวเกาะล้านจะรู้ดีว่าน้ำที่นั่นแพงและบางทีก็ไม่พอใช้จริงๆ ปัญหานี้มีมานานแล้ว

ล่าสุดคุณธนาธรออกมาเสนอ "วางท่อน้ำใต้ทะเลเชื่อมพัทยา-เกาะล้าน" ฟังแล้วว้าวมากเลยนะ ใจฟูจริงๆ

แต่พอถามวิศวกรตัวจริงได้คำถามกลับมาสามข้อ

1. ฝั่งพัทยาน้ำยังไม่พอใช้เลย จะเอาน้ำจากไหนส่งมาเกาะ?

2. ถ้าท่อใต้ทะเลแตกขึ้นมาซ่อมทีเป็นเดือน ระหว่างนั้นชาวเกาะจะอยู่ยังไง?

3. งบก่อสร้างเท่าไหร่ แล้วกระทบธรรมชาติแค่ไหน?

ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนสักข้อเลย

ส่วน ทีมนายกเบียร์ แก้แบบนี้

1. ระยะเร่งด่วน ซื้อน้ำแบบขายส่ง (bulk sale) ให้ชาวเกาะได้น้ำในราคาไม่เกิน 170 บาท/ตัน จากเดิมที่จ่ายกันอยู่ที่ 200–400 บาท/ตัน พร้อมเพิ่มกำลังผลิตน้ำจาก 300 เป็น 1,000 ลูกบาศก์เมตรทันที

2. ระยะยาว ผลิตน้ำจากน้ำทะเล (RO) บนเกาะเองเลย ตอนนี้ดำเนินมาถึงขั้นคัดเลือกเอกชนแล้ว จะเพิ่มกำลังผลิตอีก 3,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน รองรับได้ถึง 25 ปี

น้ำทะเลรอบเกาะมีไม่จำกัด ไม่ต้องง้อใคร ไม่ต้องลุ้นท่อใต้ทะเล

พอชั่งน้ำหนักดู

ของคุณธนาธร ฟังดูว้าว แต่ยังไม่ชัวร์ว่าทำได้จริง และมีความเสี่ยงสูงทั้งเรื่องน้ำต้นทุน งบประมาณ และการซ่อมบำรุง

ของนายกเบียร์ เน้นพึ่งตัวเอง ลดความเสี่ยง และกำลังเดินหน้าอยู่จริงๆ แล้ว

สุดท้ายคนบนเกาะเลือกเองได้เลยนะคะ แต่ส่วนตัวแอดขอเอาแบบที่ "มีน้ำใช้จริงทุกวัน ตลอดปี" ดีกว่าค่ะ

ที่มา : ความจริงชลบุรี-พัทยา 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122110100277133847&id=61584015434371&rdid=kxAn9lsrjZYQxB2c#

เดือดปมโรงกลั่นกำไรอื้อ!! “พิพัฒน์” ถูกจี้เห็นใจนายทุนมากกว่าประชาชน ย้อนแนวคิดโรงกลั่นเพื่อประชาชน หลังไทยออยล์กำไรหนัก รัฐบาลยังเกรงใจทุนพลังงาน

“พิพัฒน์”ออกอาการเห็นอกเห็นใจโรงกลั่นมากกว่าประชาชน ทั้งๆที่ 3 เดือนแรก ฟันกำไรไปเกือบ 20,000 ล้าน

น่าสนใจผลประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน หลังพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวแสดงความเห็นอกเห็นใจโรงกลั่นน้ำมัน

“ต้องให้ขอความยุติธรรมให้กับโรงกลั่นน้ำมันด้วย“ เป็นการสะท้อนมุมคิดของพิพัฒน์ชัดเจนว่า ยืนอยู่ข้างนายทุนมากกว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน อันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

แต่เมื่อพลิกดูผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมัน พบตัวเลขที่น่าตกใจว่า ไตรมาสแรก (4 เดือน) ของปี 2569 มีกำไรเกือบ 20,000 ล้าน และบริษัทแจกแจงว่า เป็นกำไรมาจากสต๊อกน้ำมัน แปลความง่ายๆว่า เอาน้ำมันเก่าในสต๊อกออกมาขายในช่วงน้ำมันแพง

ลองมาดูรายละเอียดกันนิดครับ โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 มีกำไร 

เพียง 90 วันแรกของปี  2569 กำไร 19,500,000,000 บาท

มากกว่ากำไรทั้งปีของทุกปีที่ผ่านมา 

ถามว่า เรามีโรงกลั่นเพื่ออะไร โรงกลั่นไทยเหล่านี้ส่วนใหญ่ถือกำเนิดจากภาษีของคนไทยทั้งสิ้น ทั้งจากกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงกลาโหมในอดีต วัตถุประสงค์ คือเพื่อความมั่นคงของชาติและประชาชน โดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี มีแนวทางว่า วิสาหกิจพลังงานของชาติไม่ควรมีกำไรมากเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่ให้พอเลี้ยงตัวเองอยู่ได้

แต่ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา รัฐบาลหลายชุดก็มีนโยบายขายหุ้นโรงกลั่นลงจนพ้นจากความเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยอ้างว่ารัฐวิสาหกิจกำไรน้อยเพราะไม่มีประสิทธิภาพ จึงขายหุ้นออกไปในราคาถูก ลืมสิ่งที่พลเอกเปรมท่านทำไว้จนหมดสิ้น

มาในวันนี้โรงกลั่นเหล่านั้นทำกำไรบนวิกฤติของชาติและประชาชนกันอย่างเต็มที่ ไม่ต้องพูดถึงความปราณีเพราะไม่มีอยู่ในตำราการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และที่หนักไปกว่านั้นก็คือบางโรงกลั่นข่มขู่ว่า หากจะมีมาตรการมาลดกำไรโรงกลั่น จะฟ้อง หรือจะไม่กลั่นน้ำมันขายคนไทย

แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เวลาเจ้าหน้าที่รัฐบางคนกล่าวถึงโรงกลั่น จะออกอาการเกรงอกเกรงใจเห็นใจมากกว่าเห็นหัวประชาชน ใช่หรือไม่? 

ความเจ็บปวดครั้งนี้พวกเราจะต้องไม่ลืมง่ายๆและสักวันหนึ่งเราจะต้องแก้ไขให้มันถูกต้อง ความอยุติธรรมนี้ต้องให้มันจบที่รุ่นเราครับ

“หมอวรงค์” สส.หนึ่งเดียวไทยภักดี บทบาท “หมอวรงค์” นักการเมืองสายข้อมูลที่ชนทุกดอก เปิดศึกตัดงบอภิสิทธิ์นักการเมือง ลดภาระภาษีคนไทย สร้างแรงสะเทือนสภา ชนเลิกข้าวฟรี ลุยต่อรื้อบำนาญ–ลดผู้ช่วยการเมือง

"หมอวรงค์" สส.หนึ่งเดียวของไทยภักดี แต่บทบาทสูงเด่นยิ่ง ชนจนเลิกข้าวเลี้ยง สส./สว.ฟรี ลุยต่อเลิกบำนาญ ลดจำนวนผู้ช่วยฯลง

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี และเป็น สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ แต่เป็น สส.หนึ่งเดียวที่มีพลังสูงมาก อ่านกระแสสังคมและความรู้สึกของประชาชนได้เป็นอย่างดี

เข้าสู่สภาเมื่อมีโอกาสเขาจึงพูดสะท้อนปัญหาทันที ประเด็นแรกที่หมอวรงค์หยิบขึ้นมาพูดคือให้ยกเลิก #อาหารเลี้ยง สส./สว. โดยให้เหตุผลว่า สส.มีรายได้เพียงพอเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องให้ประชาชนมาจ่ายเงิน (ภาษี)เลี้ยง สส.อีก กระแสตอบรับพุ่งกระฉูดจนกระทั่งนำมาสู่การพิจารณายกเลิกอาหารเลี้ยง สส./สว.ที่มีอัตราต่อหัวสูงมาก มื้อหนึ่งเป็น 1000 บาท ทำให้ประหยัดงบประมาณได้หลายร้อยล้านบาท

หมอวรงค์ กำลังขยับไปถึงการยกเลิกเงินบำนาญ (เลี้ยงชีพ) อดีต สส./สว.ที่รัฐบาลจะต้องสมทบเข้ากองทุนด้วยส่วนหนึ่ง สส./สว.จ่ายเดือนละ 3500 บาท

หมอวรงค์ยังเห็นความเหลื่อมล้ำอีกมาก กำลังจะเปิดเกมรุกไปสู่ตำแหน่ง ผู้ช่วย สส./ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ที่ สส.1 คน มีทีมงานเหล่านี้ถึง 8 คน แต่หมอวรงค์ เสนอตั้งแค่ 3 คน

หมอวรงค์ เป็นหนึ่งในหมอที่ผันตัวเข้าสู่สนามการเมืองแบบเต็มตัว จนกลายเป็น “นักสู้สายข้อมูล” ที่คนการเมืองไทยรู้จักกันดี โดยเฉพาะบทบาทตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว และการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงหลังรัฐประหาร 2557

หมอวรงค์เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2507 ที่จังหวัดพิษณุโลก เติบโตในครอบครัวคนจีนเชื้อสายแต้จิ๋วในต่างจังหวัด บรรยากาศแบบบ้านร้านค้า คนใต้ถุนบ้านคุยเรื่องราคาข้าวกับการเมืองไปพร้อมกัน

หมอวรงค์ จบมัธยมจาก โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม สอบเข้าเรียนแพทยศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต รุ่นแพทย์ชนบทกระแสแรง

ช่วงเป็นนักศึกษาแพทย์ คนใกล้ชิดมักเล่าว่าเป็นคนพูดตรง สนใจการเมืองและปัญหาชนบทพอสมควร ไม่ใช่หมอสายเงียบในห้องแลบ แต่เป็นแนวเดินคุยกับชาวบ้านตามโรงพยาบาลชุมชนมากกว่า

หลังเรียนจบแพทย์ศาสตร์ เขา และแฟนสาว เลือกที่จะไปเป็นแพทย์ตามโรงพยาบาลในชนบทในภาคอิสานและในพิษณุโลก โดยเฉพาะงานด้านสูตินรีเวช

ภาพจำยุคนั้นคือ “หมอวรงค์” เป็นหมอบ้าน ๆ ขับรถลุยต่างอำเภอ ทำคลอด ตรวจคนไข้กลางดึก ใช้ชีวิตคลุกกับชาวบ้านจริง ๆ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อกับกลิ่นโคลนติดรองเท้ามาด้วยกัน

ต่อมาศึกษาเฉพาะทางสูตินรีเวช และกลายเป็นสูตินรีแพทย์ประจำจังหวัดพิษณุโลก

หมอวรงค์ตัดสินใจเดินเข้าสู่การเมืองกับ พรรคประชาธิปัตย์ โดยลงสมัคร สส.ครั้งแรกช่วงปี 2540 และได้รับเลือกเป็น สส.พิษณุโลกหลายสมัย

จุดเด่นของเขาในสภา คือสไตล์อภิปรายแบบถือเอกสารหนาเป็นตั้ง 

น้ำเสียงไม่ได้เร้าอารมณ์มาก แต่ใช้ข้อมูล ตัวเลข และเอกสารราชการเป็นอาวุธ

ชื่อของหมอวรงค์พุ่งขึ้นระดับประเทศจากการอภิปรายเรื่อง การทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ในยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เขาเป็นหนึ่งในแกนนำฝ่ายค้านที่ตรวจสอบประเด็นการระบายข้าว

สต๊อกข้าว การทุจริตในโกดัง ความเสียหายทางการคลัง

ช่วงนั้นภาพของหมอวรงค์แทบกลายเป็น “นักแกะรอยโกดังข้าว” เดินตรวจคลังข้าวทั่วประเทศ ฝุ่นข้าวปลิวเต็มรองเท้า แต่ข้อมูลแน่นเหมือนนักบัญชีนิติวิทยาศาสตร์

หลายประเด็นที่เขาอภิปราย ถูกนำไปใช้ในการไต่สวนขององค์กรตรวจสอบภายหลังด้วย

หลังรัฐประหาร 2557 การเมืองเปลี่ยนผ่าน หมอวรงค์ยังอยู่กับประชาธิปัตย์ช่วงหนึ่ง และเคยลงชิงหัวหน้าพรรค แต่ไม่ได้รับเลือก

ต่อมาจุดยืนทางการเมืองของเขาเริ่มชัดขึ้นในแนว

ต่อต้านระบอบทักษิณ

สนับสนุนแนวอนุรักษนิยม เน้นประเด็นความจงรักภักดีต่อสถาบันและความมั่นคงทางการเมือง

ถึงจุดหนึ่งหมอวรงค์เดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และก่อร่างตั้งพรรคไทยภักดีปี 2563 มีจุดยืนชัดเจนเรื่องปกป้องสถาบัน ต่อต้านการแก้ ม.112 คัดค้านแนวคิดบางส่วนของกลุ่มเคลื่อนไหวเยาวชนในช่วงนั้น

พรรคไทยภักดีอาจไม่ได้มี สส.จำนวนมาก แต่หมอวรงค์ยังมีบทบาททางสื่อและโซเชียลสูง โดยเฉพาะการไลฟ์ วิเคราะห์การเมือง และเปิดข้อมูลเอกสารต่าง ๆ

หมอวรงค์เป็นนักการเมืองที่มีภาพจำเฉพาะตัวมาก พูดเร็ว ตรง ใช้ข้อมูลเอกสารหนัก อธิบายแบบครูแพทย์

มีฐานแฟนคลับสายอนุรักษนิยมเหนียวแน่น

ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่าเขาเป็นนักการเมืองที่ยืนคนละขั้วกับกระแสเสรีนิยมยุคใหม่อย่างชัดเจน

การเมืองของหมอวรงค์จึงเหมือนมีดผ่าตัดเล่มเก่า คมมากในสายตาคนที่เชียร์ แต่ก็ทำให้เกิดแรงปะทะสูงในสังคมไทยเสมอ

ก่อนการเลือกตั้งปี 69 หมอวรงค์เปิดร้านข้าวแกงที่จังหวัดนนทบุรี โดยขายราคาถูก กับข้าวอย่างละ 10 บาท ข้าวจานละ 10 บาท โดยมีสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เจ้าสำนักสถาบันทิศทางไทย สื่อสายฮารดคอเป็นเพื่อนคู่คิด พรรคไทยภักดี ร้านข้าวแกง 10 บาท จึงอยู่ในอาคารชื่นฤทัยในธรรมของสนธิญาณนั้นเอง

น่าจับตายิ่งสำหรับบทบาทของหมอวรงค์อันเป็นหนึ่งเดียวของไทยภักดีว่าจะเดินไปได้แค่ไหนในท่ามกลางกระแสตอบรับที่พุ่งแรงมาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top