Monday, 20 July 2026
POLITICS TIPS

ฐาน 15,000 บาทไม่พอค่าครองชีพ!! ‘เซีย’ ค้านยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.–สว. ชี้ทำงานหนัก 6–7 วัน แต่ไร้ประกันสังคม–สวัสดิการ ย้ำค่าตอบแทนผู้ช่วยรัฐสภาคือเรื่องความเป็นธรรม ไม่ใช่ภาระที่ควรถูกตัดทิ้ง

“เซีย” ค้านยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-สว. จี้มองเป็นคนทำงานเหมือนแรงงานอาชีพอื่น

16 กรกฎาคม 2569 : นายเซีย จำปาทอง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความกังวลถึงกรณีการยกเลิกการขึ้นเงินเดือนของผู้ช่วย สส. และ สว. โดยฐานเงินเดือนปัจจุบันที่ต่ำสุด 15,000 บาท ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพของคนที่ทำงาน 6-7 วัน และไม่มีสวัสดิการรองรับ จากกรณี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ลงนามยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการปรับเพิ่มเงินเดือนผู้ช่วยทำงาน สส.-สว. พร้อมตั้งคณะกรรมการอิสระศึกษารายละเอียดจำนวนผู้ช่วยทำงานและสิทธิประโยชน์ โดยให้เวลาศึกษา 90 วัน

นายเซีย กล่าวว่า ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว สส.-สว. ทำงานแทบไม่มีเวลาพัก สัปดาห์หนึ่งทำงาน 6-7 วัน นอกจากเงินเดือนแล้ว พวกเขาไม่มีสวัสดิการใด ๆ เลย ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลหรือเงินช่วยเหลือกรณีเจ็บป่วย ไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน เมื่อยุบสภาก็ตกงานทันที หรือ สส. และ สว. สามารถเปลี่ยนตัวผู้ช่วยได้เมื่อต้องการ

เงินเดือนเพียงหลักหมื่นบาทไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง ขณะที่พวกเขาก็ต้องกิน ต้องใช้ มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีลูกที่ต้องดูแล ไม่ต่างจากคนทำงานทั่วไป มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาไม่ควร “มีเวลาทำงาน มีเวลาพักผ่อน และมีเวลาใช้ชีวิต” เหมือนคนทั่วไปบนโลกใบนี้

ผมอยากให้ท่านประธานสภาและผู้เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่อยากให้มองว่าผู้ช่วยทำงานของ สส.-สว. ต้องเป็นผู้ที่มีต้นทุนทางสังคมหรือมีทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาค่าตอบแทนจากรัฐสภา เพราะหากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่มีเจตจำนงทำงานทางการเมือง เป็นลูกชาวบ้าน หลานกรรมกร หรือผู้ที่ต้องการเป็นปากเสียงแทนประชาชน แต่มีฐานะไม่พร้อม อาจไม่สามารถยืนหยัดทำงานในระบบรัฐสภาได้ ขณะที่ผู้ที่มีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งทางการเมืองกลับมีโอกาสเข้ามาแทนที่ มากกว่าผู้ที่ตั้งใจสนับสนุนงานนิติบัญญัติและการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/100064690570758/posts/1581372184029119/?rdid=mdeFViDTflRrOA3Q#

‘เนเน่ รัดเกล้า’ โต้ปม “ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน”!! ย้ำไม่หนุนล้างผิด ม.112 แต่เปิดทางเยียวยาเยาวชน ‘รัดเกล้า’ อธิบายมติประชาธิปัตย์ ย้ำประชาธิปไตยกับความจงรักภักดีไม่ใช่สิ่งขัดแย้งกัน รักสถาบันได้ แต่ต้องไม่ให้ความรักบังสติ

ไปกันใหญ่แล้ว

"ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน" คิดอยู่แล้วว่าจากมติสภาต่อ ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข วันก่อนนี้ จะนำมาสู่ความเข้าใจผิดและความคิดลักษณะนี้

เนเน่นั่งอยู่ข้างๆ หัวหน้าอภิสิทธิ์ตอนที่เขาอภิปรายอยู่ และฟังว่าเนื้อหาฟังง่าย ไม่ซับซ้อน แบ่งประเด็น “นิรโทษกรรม” กับ “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน” ออกจากกันชัดเจน แสดงถึงเจตนารมย์ของเราที่อยากเห็นคนรุ่นใหม่เติบโตมาอย่างมีความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันพระมหากษัตย์ ได้ชัดเจน แต่ในเมื่อมีความเข้าใจผิด เนเน่จะขออธิบายค่ะ

ก่อนจะเริ่มอธิบาย ใครก็ตามที่ติดตามเนเน่มาโดยตลอด จะเห็นได้ว่า ความจงรักภักดี และความพร้อมในการปกป้องสถาบัน เป็นสิ่งที่เนเน่ยึดถือมาตลอด และเป็นเจตนารมณ์ที่สืบทอดจากสายเลือดสุวรรณคีรี ตั้งแต่ต้นตระกูล จนถึงคุณพ่อไตรรงค์ และมาถึงเนเน่ในวันนี้ เอาหละค่ะ ทีนี้ เนเน่จะขออธิบายใน 2 หลักการดังนี้ค่ะ

"หลักการที่ 1 - ประชาธิปไตย และความจงรักภักดี ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน"

ในการประชุม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่เราร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า "กฎหมายนิรโทษกรรม" บอกเลยว่า เราถกเถียงกันหนักมาก และหัวใจเนเน่เหมือนถูกแยกออกเป็นสองเสี้ยง

ใจหนึ่ง เนเน่รักและให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากๆ ผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 สำหรับเนเน่คือคนที่ย่ำยีความเชื่อ ความศรัทธาของคนไทย แม้ว่าในสายตาคนบางกลุ่มอาจมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นสิทธิเสรีภาพของคนไทยในการแสดงออก แต่ตามหลักประชาธิปไตย คนทุกคนในสังคม แม้มี "สิทธิเสรีภาพ" ที่จะศรัทธา แสดงออก และพูดตามสิ่งที่ตนเชื่อ แต่ต้องยึดมั่นใน "บทบาทหน้าที่" ที่จะเคารพและปกป้องความศรัทธาของผู้อื่นด้วย

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เนเน่ทั้งเคยเดินร่วมต่อสู้มากับพี่น้องประชาชน คอยตำหนิและต่อต้านการกระทำของกลุ่มทะลุวัง การขัดขวางขบวนเสด็จ ฯลฯ เพราะเนเน่เชื่อว่า มาตรา 112 คือกฎหมายที่ทำให้เสาหลักในการทำให้ประชาธิปไตยในประเทศไทย ยังคงอยู่และเดินหน้าต่อไปอย่างถูกต้องตามหลักการได้... ใครที่ละเมิดกฎหมายข้อนี้ ไม่ได้แค่ทำผิดกฎหมายธรรมดาๆ แต่เขาคือบุคคลที่เป็นภัยต่อการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรา จุดยืนนี้ยังเหนียวแน่น ไม่เคยเปลี่ยนไป

แต่ในอีกใจหนึ่ง คือวลีว่า "เด็กก็คือเด็ก" ไม่ว่าเขาจะก้าวร้าว พฤติกรรมรุนแรง ไม่ใยดีต่อศรัทธาของผู้อื่น มันก็ยังคงมีความเป็นไปได้ที่เด็ก "บางคน" ไม่ได้กระทำไปด้วยความคิดของตนเอง ถูกปลุกปั่น ทำตามกระแส หรือแม้ว่าเขาทำด้วยความคิดของตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไปอาจสำนึก และต้องการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เคารพสถาบันอีกครั้ง หากมีโอกาสทำให้เยาวชนเพียงบางคนกลับมามีความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ โอกาสนั้นก็น่าจะมีคุณค่าไม่ใช่หรือคะ? (ส่วนเยาวชนที่กระทำโดยตั้งใจและไม่สำนึก หากเขายึดมั่นในศักดิ์ศรี ก็จะไม่ร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู หรือหากเขาหัวหมอ ขอแผนฯ เพื่อให้หลุดพ้นจากความผิด เพื่อไปทำผิดซ้ำสอง ครั้งต่อไปเขาก็จะไม่มีสิทธินี้อีกแล้ว)

การสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตย ควรยึดหลักการ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" มากกว่าหลักการ "เด็ดขาด ถูกหรือผิดต้องทำให้เป็นสีขาวและดำ" ไม่ใช่หรือ

การสร้างความศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในกลุ่มเยาวชน ควรยึดหลักการ "พระคุณ ให้โอกาสกลับตัว" มากกว่า "พระเดช เชือดไก่ให้ลิงดูจะได้ไม่มีใครทำแบบนี้อีก" ไม่ใช่หรือ

และขอตอบกลับคำตำหนิในโซเชียลมีเดีย เช่นว่า "ควรเสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบสามนิ้ว" คำตอบคือ นี่เป็นการนำแพะมาชนแกะ ชักจูงให้คนรู้สึกไม่ดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งจะเป็นการกระทำจากความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของผู้เขียน หรือจะมีกระบวนการปลุกปั่นอยู่เบื้องหลัง เนเน่คงไม่อาจทราบ) แต่หากใครอ่านมาถึงจุดนี้ ขอให้ตั้งสติและอย่าพลัดหลงประเด็นตามการชักจูงนี้ค่ะ

วาระในการประชุมในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 นี้ ไม่ได้เป็นวาระที่พูดถึงเหตุการณ์ "ม็อบสามนิ้ว" โดยจำเพาะ แต่เป็นการพิจารณากฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข (กฎหมายนิรโทษกรรม) ฉะนั้นที่หัวหน้าอภิสิทธิ์เน้นพูดถึงมาตรา 11 ที่มีเนื้อหาปิดกั้นโอกาสในการร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเยาวชน โดยไม่ได้เสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบใดๆ -- ไม่ใช่เรื่องแปลก -- ไอ้ที่แปลก... คือคนเรียกร้อง คาดหวังให้หัวหน้าอภิสิทธิ์พูดถึงสิ่งนี้ในวาระนี้ต่างหาก

ไม่ต้องห่วงค่ะ เมื่อถึงวาระที่เราต้องหาทางจัดการคนที่อยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นทางการเมืองในกลุ่มเด็กและเยาวชน เราจะทำบทบาทนั้นอย่างเต็มที่แน่นอน

"หลักการที่ 2 - หลักกฎหมาย คนผิดคดี 112 ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมอยู่แล้ว"

จริงๆ กฎหมายฉบับนี้ มีที่มาที่ไป หากไม่เข้าใจลำดับเหตุการณ์ ก็ง่ายที่จะหยิบแค่บางท่อนมาขยายผล เข้าใจผิดไปใหญ่โตได้ ขอลำดับเหตุการณ์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้

1. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติรับหลักการ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ด้วยวัตถุประสงค์ให้กลุ่มที่มีความเห็นต่างทางการเมืองในช่วงปี 2548 - 2568 ได้มีโอกาสล้างความผิด (นิรโทษกรรม) อย่างเท่าๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น คนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดง กปปส. และกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านในยุค คสช. แต่ก็เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า "ไม่ให้การนิรโทษกรรมรวมไปถึงผู้กระทำความผิด ม. 112 แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี"

2. ในปี 2568 นั้น ร่าง พ.ร.บ. นี้ได้ผ่านสภาผู้แทนฯ (นับเป็นวาระที่ 1) แล้ว ก็ถูกส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา (เป็นวาระที่ 2) ปรากฏว่ามีการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภา โดยมี 2 สาระสำคัญที่แก้ไข คือ หนึ่ง ให้ตัดการเปิดโอกาสให้บำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีออกไป (ในมาตรา 11) และสอง มีการสอดไส้เนื้อหาที่อาจนำไปสู่การนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. เข้าไป (ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ)... หากใครสนใจ ไปดูร่าง พ.ร.บ. ได้จากลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ

3. ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านวุฒิสภาแล้ว ได้กลับเข้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง (เป็นวาระที่ 3 ซึ่งคือวาระสุดท้าย) เพื่อให้ ส.ส. ร่วมกันตัดสิน ว่าจะยอมเห็นด้วยกับร่างที่ ส.ว. แก้ไขมาไหม พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับ 2 สาระสำคัญที่ ส.ว. แก้และใส่เข้ามา โดยย้ำว่า เรายังเห็นด้วยกับหลักการทั้งหมดของ พ.ร.บ. ร่างเดิม ที่ไม่นิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิด ม. 112 (แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาเด็ก) และไม่นิรโทษกรรมให้ผู้ทุจริตการเลือกตั้งฮั้ว ส.ว.

แต่สุดท้ายด้วยเสียงที่น้อยกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้ผ่านออกไปแล้ว แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมรับผลที่ออกมา ตามระบอบประชาธิปไตยค่ะ

ฉะนั้น ย้ำว่า สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์โหวตไปนั้น โปรดอย่าบิดเบือน มันไม่ใช่การเห็นด้วยกับการ "นิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดคดี 112" เลย

เนเน่ขอทิ้งท้ายในฐานะของคนที่ทั้งรักและศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ได้น้อยไปกว่าใคร... เรารักสถาบันได้ หวงแหนมาตรา 112 ได้ แต่เราต้องทำอย่างมี "สติ" ค่ะ อย่าให้รักบังตา จนมองไม่เห็นความผิดปกติที่ซ่อนเร้น แอบแฝงอยู่ค่ะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1030426886611644&id=100089330267413&rdid=XEXXYQGUPQ6MdYNV#

LGBT ได้ถูกจับค้าประเวณีรายได้กว่า 13.4 ล้านบาท!! จับ 2 ชาวไทยพำนักผิดกฎหมาย เกาหลีใต้สั่งฟ้อง 2 ชาวไทย ปมพำนักผิดกฎหมายและค้าประเวณีผ่านเว็บไซต์ LGBTQ+ ใช้ออฟฟิศเทลเป็นจุดนัดหมาย หลบเลี่ยงตรวจค้น

กลุ่มสาวประเภทสองชาวไทยที่พำนักอย่างผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ ถูกจับกุมและส่งฟ้อง หลังลักลอบค้าประเวณีสร้างรายได้รวมกันกว่า 600 ล้านวอน (ประมาณ 13.4 ล้านบาท)

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและสำนักงานสืบสวนพิเศษของกระทรวงยุติธรรม กรุงโซล เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ว่า ได้ดำเนินคดีและส่งตัว นาย A และ นาย B สัญชาติไทย ต่อสำนักงานอัยการเขตโซลกลาง เมื่อปลายเดือนเมษายนและกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในข้อหาละเมิดกฎหมายการเข้าเมือง

ทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาลักลอบค้าประเวณีในกรุงโซล เมืองปูซาน และพื้นที่อื่นๆ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 จนถึงเดือนที่แล้ว โดยคิดค่าบริการครั้งละ 100,000 ถึง 210,000 วอน จากการตรวจสอบพบว่า นาย A มีรายได้จากธุรกิจผิดกฎหมายนี้ประมาณ 200 ล้านวอน และ นาย B มีรายได้ประมาณ 400 ล้านวอน

จากการสืบสวนพบว่า ทั้งสองคนเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้ในปี 2023 และพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายมานานกว่า 3 ปีหลังจากวีซ่าหมดอายุ โดยพวกเขาใช้วิธีหาลูกค้าผ่านเว็บไซต์นัดพบของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ด้วยการลงโฆษณาพร้อมระบุลักษณะทางกายภาพของตนเอง รวมถึงการโพสต์คลิปวิดีโออนาจารที่ถ่ายไว้เองลงบนสื่อสังคมออนไลน์ (SNS) เพื่อดึงดูดลูกค้า

นอกจากนี้ พวกเขายังใช้วิธีหลบเลี่ยงการจับกุมด้วยการให้ลูกค้าส่งภาพถ่ายยืนยันว่าถึงบริเวณออฟฟิศเทลแล้ว ก่อนที่จะแจ้งเลขห้องพักให้ทราบ

ทั้งนี้ สำนักงานสืบสวนพิเศษคาดการณ์ว่าอาจมีชาวต่างชาติรายอื่นที่ลักลอบค้าประเวณีด้วยวิธีการลักษณะเดียวกันนี้ จึงกำลังขยายการเฝ้าระวังโดยเน้นไปที่สื่อสังคมออนไลน์และเว็บไซต์ลามกอนาจารต่างๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/61566470526067/posts/122226833318549017/?rdid=zIbhsAB4SdY0lq1b#

100 วันแรก ‘สรรเพชญ’ ยังต้องพิสูจน์!! เดินหน้าลงพื้นที่ ดันงานทางน้ำ–ท่าเรือ–โครงการภาคใต้ หลัง 100 วันแรกในคมนาคม เร่งพิสูจน์ผลงานจากพื้นที่สู่ระดับประเทศ สัญญาณชัดว่าเกมคมนาคมทางน้ำกำลังถูกดันขึ้นเป็นวาระใหญ่

100 วันแรกผลงาน ”สรรเพชญ บุญญามณี“รมช.คมนาคม

“สรรเพชญ บุญญามณี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะถือว่าเป็นลูกเทพหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประชาชน

หลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 สรรเพชญ บุญญามณี ถือเป็นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านการคมนาคมทางน้ำ ท่าเรือ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ โดยตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ได้เร่งลงพื้นที่ ตรวจราชการ และผลักดันนโยบายในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน  

1. เร่งขับเคลื่อนนโยบายพัฒนา “คมนาคมทางน้ำ”

หนึ่งในภารกิจสำคัญ คือการผลักดันให้การขนส่งทางน้ำมีบทบาทมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงระบบขนส่งทุกมิติ ทั้งทางบก ทางราง และทางทะเล โดยเน้นการพัฒนาท่าเรือให้ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  

2. มอบนโยบายกรมเจ้าท่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้ตรวจเยี่ยมกรมเจ้าท่า พร้อมกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เร่งพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำ เพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ ยกระดับมาตรฐานท่าเรือ และผลักดันการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต  

3. กำหนดทิศทางการพัฒนาการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้มอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาระบบดิจิทัล ยกระดับท่าเรือสีเขียว (Green Port) และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ  

4. ผลักดันนโยบาย “ตั๋วร่วม 40 บาท”สนับสนุนนโยบายค่าโดยสารร่วม 40 บาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงคมนาคม  

5. ลงพื้นที่ติดตามโครงการภาคใต้

สรรเพชญให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ โดยลงพื้นที่ติดตามโครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น

-การพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่งจังหวัดปัตตานี

-การขุดลอกร่องน้ำปัตตานี

-การรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการประมง

-การติดตามความพร้อมด้านการขนส่งทางน้ำในจังหวัดชายแดนภาคใต้  

6. เดินหน้าป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ล่าสุดได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่ รับฟังแผนงานจากกรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งรัดโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำและการคมนาคม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ  

7. ติดตามการพัฒนาท่าเรือและเศรษฐกิจชายแดน นอกจากจังหวัดสงขลา ยังได้ตรวจเยี่ยมท่าเทียบเรือตันหยงโป จังหวัดสตูล เพื่อผลักดันศักยภาพด้านการเดินเรือ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคใต้ฝั่งอันดามัน  

8.โครงการ “เรือนักเรียน” ฟรี เป็นการผลักดันให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ริมคลองและริมแม่น้ำ เดินทางไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของเรือรับส่งนักเรียน 

9.โครงการ “แท็กซี่เรือ”

เป็นอีกนโยบายที่ได้รับความสนใจ คือการผลักดันระบบ “แท็กซี่เรือ” หรือ Water Taxi เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทางในเขตเมือง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเมืองท่องเที่ยวที่มีคลองและแม่น้ำ ให้สามารถเรียกใช้บริการได้สะดวกมากขึ้น คล้ายบริการแท็กซี่หรือรถผ่านแอปพลิเคชัน

ภาพรวมการทำงาน แม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่การทำงานของสรรเพชญ บุญญามณี มีจุดเด่นอยู่ที่การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การรับฟังปัญหาจากประชาชนและผู้ประกอบการ การเร่งติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคม และการผลักดันการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ

ในระยะต่อไป ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือการผลักดันโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับท่าเรือของประเทศ การเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางน้ำ และการขับเคลื่อนโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐมนตรีรุ่นใหม่คนนี้ในการสร้างผลงานระดับประเทศ

ไม่มีมิตรแท้ในสนามอำนาจ?! ถอดสมการ “2 น. 1 พ.” เกมอำนาจเงียบก่อนศึกเลือกตั้งใหญ่ เปิดเกมภายในบ้านสีน้ำเงิน เมื่อการเมืองภาคใต้กลายเป็นสนามทดสอบบารมีแกนนำ จับตาแรงเสียดทานเขย่าดุลอำนาจภูมิใจไทย

เปิดปม “2 น. 1 พ.” ศึกเงียบในบ้านสีน้ำเงิน ใครกำลังเขย่าดุลอำนาจ?

การเมืองไม่มีมิตรแท้และไม่มีศัตรูถาวร แต่มีเพียง “ผลประโยชน์” และ “อำนาจ” ที่เป็นตัวกำหนดทิศทาง

หากจะถอดรหัสแรงสั่นสะเทือนภายในพรรคภูมิใจไทยในห้วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นสมการ “2 น. 1 พ.” ส่อขัดแย้ง และหนักขึ้นเรื่อยๆ

“น.” คนแรก คือ เนวิน ชิดชอบ ผู้ได้รับการมองว่าเป็นศูนย์รวมบารมีและผู้วางยุทธศาสตร์การเมืองของบ้านสีน้ำเงิน

“น.” คนที่สอง คือ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและผู้ถืออำนาจอย่างเป็นทางการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมหาดไทย ใหญ่เบอเริ้ม

ส่วน “พ.” คือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคมนาคม แกนนำคนสำคัญของพรรคในพื้นที่ภาคใต้

แม้ทั้งสามยังอยู่ภายใต้ร่มเดียวกัน แต่เหตุการณ์หลายเรื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิมหรือไม่

จุดเริ่มต้นที่สงขลา ชนวนแรกถูกมองว่าเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา)

มีรายงานว่า เดิมมีความเข้าใจร่วมกันภายในเครือข่ายการเมืองว่า จะสนับสนุน สุพิศ พิทักษ์ธรรม อดีตอธิบดีกรมฝนหลวง เป็นผู้สมัครเพียงคนเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันเอง ด้วย “สุพิศ-อนุทิน“เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันมา

แต่ต่อมา พิพัฒน์กลับเปิดตัว ประสงค์ บุรีรักษ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง ลงแข่งขันด้วย อนุทินที่รับปากสุพิศแล้ว เริ่มเสียหน้า และไม่พอใจพิพัฒน์ แต่ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะพิพัฒน์แผ่บารมีล้นภาคใต้แล้ว

ผลเลือกตั้งปรากฏว่า สุพิศได้รับชัยชนะอย่างขาดลอย ประสงค์ถอยตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้ง ประสงค์แพ้ก็เหมือนภูมิใจไทยแพ้

แม้การแข่งขันจะจบลง แต่รอยร้าวทางการเมืองกลับถูกมองว่ายังไม่จบ

ความกังวลเรื่อง “ศูนย์อำนาจใหม่” ในแวดวงการเมืองท้องถิ่น มีการวิเคราะห์ว่า หลังสุพิศได้รับชัยชนะ พิพัฒน์อาจกังวลต่อการขยายอิทธิพลทางการเมืองของสุพิศ หากมีการประสานงานใกล้ชิดกับ พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เพียงแต่ พล.อ.เกรียงไกร ยังขับเคลื่อนอะไรมากไม่ได้ เพราะเป็นรองประธานวุฒิสภาอยู่

กระแสวิจารณ์ที่ถาโถม

หลังจากนั้น พิพัฒน์ต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน

ทั้งการให้สัมภาษณ์บางกรณีที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่ช่วยลดแรงปะทะทางการเมือง แถมยังถูกโจมตีหนักขึ้น ทั้งเรื่องน้ำมัน ที่เห็นใจนายทุนมากกว่าประชาชน เรื่องบิลค่าไฟถนน บอกว่ารัฐบาลแบกรับไม่ไหว

รวมถึงกรณีการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งแม้เป็นการดำเนินการของรัฐ แต่ก็มีการเชื่อมโยงทางการเมืองไปถึงเครือข่ายของพิพัฒน์ จนเกิดคำถามต่อภาพลักษณ์ของกลุ่มการเมืองในพื้นที่

ปมบุคคลใกล้ชิด เป็นอีกประเด็นที่ถูกพูดถึง คือการคัดเลือกบุคคลใกล้ชิดเข้ามาทำงาน ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าบางรายมีมลทิน สร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค

นอกจากนี้ ยังมีกรณีการสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายงานว่าบุคคลในภาคใต้ ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ และข้าราชการการเมืองบางรายถูกเชื่อมโยงกับคดี และเลขานุการของพิพัฒน์ลาออกในเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ การเชื่อมโยงความรับผิดชอบของบุคคลใดควรรอผลการตรวจสอบตามกระบวนการที่กำลังตรวจสอบอย่างเข้มข้น

โจทย์ใหญ่ของกระทรวงคมนาคม

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ยังถูกฝ่ายค้านและนักวิชาการบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า การผลักดันโครงการด้านคมนาคมให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างมาก ขณะที่พื้นที่อื่นอาจได้รับความสำคัญน้อยกว่า หรือถูกละเลย

ขณะเดียวกัน การสื่อสารและการเจรจากับกลุ่มผู้คัดค้านโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ก็ถูกวิจารณ์ว่ายังไม่สามารถสร้างฉันทามติได้ ทำให้รัฐบาลต้องปรับท่าทีในหลายประเด็นตามข้อกังวลของภาคประชาชน พูดง่ายๆ การเจรจากับฝ่ายต่อต้านเสียเปรียบเขา

บทสรุป

ถึงวันนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “2 น. 1 พ.” แตกหัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์หลายเรื่องได้สะท้อนให้เห็นถึงแรงเสียดทานภายในที่ถูกจับตามองมากขึ้น

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “มีความขัดแย้งหรือไม่”

แต่คือ หากความเห็นต่างภายในยังดำเนินต่อไป พรรคภูมิใจไทยจะบริหารดุลอำนาจระหว่างแกนนำแต่ละกลุ่มอย่างไร และจะส่งผลต่อการวางยุทธศาสตร์การเมืองในภาคใต้และระดับประเทศก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่

นี่คือโจทย์ที่วงการเมืองกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่าอนาคตจะนำไปสู่ความแตกหักหรือไม่ ในสถานการณ์การเมืองอ่อนไหว

มุมมอง สุรวิชช์ วีรวรรณ!! ‘ชัชชาติ’ คว้าชัยผู้ว่าฯ กทม. สมัยสอง คะแนนทุบสถิติ สะท้อนคนกรุงยังฝากอนาคตไว้ในมือ ท่ามกลางโจทย์หนักน้ำท่วม ฝุ่น ทางเท้า และคดีค้างเก่า จากคะแนนศรัทธาสู่บทพิสูจน์ผลงานที่ต้องจับต้องได้

เมื่อคนกรุงเทพยังฝากอนาคตไว้ในมือชัชชาติ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างไม่เหนือความคาดหมาย เพราะใครต่อใครก็คิดกันตั้งแต่แรกแล้วว่า ยังไงก็ชนะเมื่อหันไปมองผู้สมัครรายอื่น แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ หลายคนคิดว่าไม่น่าจะได้คะแนนเท่ากับครั้งที่แล้ว สุดท้ายผลคะแนนกลับออกมาสูงกว่าเดิม กลายเป็นสถิติใหม่ของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจเขาเหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิมเสียอีก

แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ชัชชาติไม่มีการบ้าน เพราะตลอดสมัยแรก สิ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุดก็คือเรื่อง “ระบบอากง” ซึ่งเป็นเสียงที่เล็ดลอดออกมาตลอดการทำงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ แม้จะไม่ใช่ข้อกล่าวหาทางกฎหมาย แต่ก็เป็นข้อครหาทางการเมืองที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ ก็รอดูกันว่า เมื่อเข้าสู่สมัยที่สอง ชัชชาติยังจะเก็บระบบอากงเอาไว้หรือไม่ หรือจะปรับทีมบริหารเพื่อตัดข้อครหาที่ติดตัวมาตลอดสี่ปีแรก

อีกเรื่องหนึ่งที่ยังต้องติดตามก็คือ กรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นประเด็นทุจริตที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดเรื่องหนึ่งในสมัยของชัชชาติ ที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นผู้ว่าฯ กทม. เองที่สั่งระงับการตรวจรับ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน หลังมีข้อร้องเรียนและการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ต่อมาผลสอบพบข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งเรื่องราคาที่สูงผิดปกติและการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของสินค้า

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบทลงโทษทางวินัยที่เสนอในช่วงหนึ่งอาจเบาเกินไป จนคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) มีความเห็นให้ส่งสำนวนกลับไปสอบเพิ่มเติม ขณะที่ชัชชาติและผู้บริหาร กทม. ยืนยันว่าคดียังไม่สิ้นสุด และยังไม่มีการยุติการเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง ก็ลองดูกันว่า เมื่อชัชชาติกลับมาบริหารอีกสมัย เรื่องนี้จะเดินไปจนถึงที่สุด หรือสุดท้ายจะเงียบหายไป

ส่วนสิ่งที่คนกรุงเทพฯ คาดหวังมากที่สุดก็คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา แม้ กทม. จะเร่งระบายน้ำและปรับปรุงระบบในหลายพื้นที่ แต่ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าการแก้ปัญหายังเป็นการแก้เฉพาะหน้า มากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวที่จะทำให้ปัญหาน้ำท่วมลดลงอย่างถาวร

เรื่องฝุ่น PM2.5 ก็เป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่คนกรุงเทพฯ รอคำตอบ เช่นเดียวกับปัญหาการจราจรที่แทบไม่ต่างจากเดิม ส่วนทางเท้าที่สร้างแล้วรื้อ รื้อแล้วสร้างอยู่บ่อย ๆ ก็ทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ชัชชาติซึ่งจบวิศวกรรมโยธา จะสามารถสร้างทางเท้าที่ใช้กันได้เป็นสิบยี่สิบปี โดยไม่ต้องรื้อซ่อมกันแทบทุกปีได้หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว งบประมาณทุกบาทก็มาจากภาษีของประชาชน

อีกเรื่องที่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของชัชชาติคือ การบริหารผ่านโซเชียลมีเดีย การไลฟ์สด เดินตรวจพื้นที่ และสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับความนิยมสูง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีเสียงวิจารณ์ว่า บางครั้งเป็นการสร้างภาพมากกว่าการบริหารเชิงระบบ ซึ่งสมัยที่สองก็คงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมจะเดินนำหน้าการสื่อสารได้หรือไม่

จะอย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งก็ให้คำตอบไปแล้วว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจชัชชาติ แถมยังให้คะแนนมากกว่าสมัยแรกเสียอีก เพราะฉะนั้นสี่ปีนับจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ชัชชาติยุคที่สองจะแตกต่างจากยุคแรกอย่างไร จะลบคำวิจารณ์ที่ติดตัวมาตลอดสี่ปีได้หรือไม่ และที่สำคัญ หากทำผลงานได้ตามที่คนคาดหวัง การเป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่สอง ก็อาจกลายเป็นสปริงบอร์ดสำคัญไปสู่การเมืองระดับชาติในอนาคตก็เป็นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/1005037142/posts/10238196212576670/?rdid=UuIaztwm9WcaGbec#

 

ถนนใหม่ “สงขลา–สตูล” เสียงเชียร์แรง!! เปิดแนวคิดถนนคลองแงะ–ทุ่งตำเสา เชื่อม “สงขลา–สตูล” เจาะอุโมงค์ลดกระทบผืนป่าสิริกิติ์ จุดเปลี่ยนโลจิสติกส์ใต้ หรือโจทย์ใหญ่สิ่งแวดล้อม แต่ต้องฟังเสียงค้าน ปมผืนป่าสิริกิติ์และสัตว์ป่า

เปิดแนวคิดกรมทางหลวง สร้างถนนสายคลองแงะ สงขลา-ทุ่งตำเสา สตูล เจาะอุโมงค์ 1.3 กม.ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เมื่อวานนี้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม สรรเพชญ บุญญามณี พร้อม สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงคมนาคม เดินทางไปสำรวจเส้นทางการก่อสร้างถนนเส้นใหม่ ”คลองแงะ-ทุ่งตำเสา“ อันจะเป็นถนนเส้นใหม่เชื่อมระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ระหว่างสงขลากับสตูล อันจะเป็นเส้นทางลัดสงขลา-สตูล ซึ่งจะต้องตัดผ่านเขา และผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่านานาชนิด ของแนวเทือกเขาบรรทัด โดยกรมทางหลวงมีแนวคิดเจาะอุโมงค์ช่วงตัดผ่านแนวเทือกเขาระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร-2 กิโลเมตร

ถนนตัดใหม่สาย คลองแงะ (อ.สะเดา จ.สงขลา) - ทุ่งตำเสา (จ.สตูล) หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่าโครงการ Missing Link สงขลา-สตูล ยังอยู่ในขั้นตอนผลักดันและศึกษารายละเอียด แต่ข้อมูลล่าสุดระบุรูปแบบเบื้องต้นไว้ดังนี้

เป็นถนนเชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 4145 บริเวณคลองแงะ จ.สงขลา กับทางหลวงหมายเลข 4137 บริเวณทุ่งตำเสา จ.สตูล ระยะทางประมาณ 19.8 กิโลเมตร

มีการก่อสร้าง ขุดเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา เป็นจุดสำคัญของโครงการ ความยาวประมาณ 1.3-2.1 กิโลเมตร ตามแนวทางเลือกที่กำลังศึกษาอยู่ 

มีสะพานและงานโครงสร้างข้ามพื้นที่ลุ่มน้ำบางช่วง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แนวคิดการพัฒนา (Conceptual Design) ของถนนสายคลองแงะ-ทุ่งตำเสา เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร (ไป-กลับฝั่งละ 2 ช่อง) มีเกาะกลางถนน

เริ่มต้นจากทางแยกขนาดใหญ่ในพื้นที่ราบ แนวถนนพุ่งตรงเข้าสู่แนวเทือกเขา แนวถนนช่วงก่อนถึงอุโมงค์ค่อนข้างตรง เพื่อลดระยะทางและเวลาเดินทาง

หากสร้างเสร็จ จะเป็นเส้นทางลัดเชื่อมอำเภอสะเดา จ.สงขลา กับ อำเภอควนโดน และตัวเมืองสตูล

โดยไม่ต้องอ้อมผ่านเส้นทางเดิมที่คดเคี้ยวตามแนวภูเขา ทำให้การขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อกับด่านการค้าชายแดนสะเดาสะดวกขึ้น

แน่นอนว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้มีงบการลงทุนสูง ยอมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผืนป่าสิริกิติ์ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิด เดิมเคยเป็นค่ายพักพิงของกลุ่มมวลสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์   ย่อมจะได้รับแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์ ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วพื้นที่

การมีคนค้านน่าจะเป็นผลดี เพราะจะทำให้รัฐบาลรอบคอบมากขึ้นในการทำโครงการขนาดใหญ่ งบลงทุนสูง ที่มีผลกระทบแรง ถ้าไม่มีใครค้านเลยโครงการก็ผ่านฉลุย แต่ขาดความรอบคอบรอบด้าน

นี้คือรูปแบบคร่าวๆของถนนเชื่อมอันดามัน-อ่าวไทย เส้นใหม่ ที่มีเสียงชูมือเชียร์อยู่ไม่น้อย แต่ต้องตั้งใจฟังเสียงค้านด้วย

‘อนุชา’ เบอร์ 5 ลุยบางรัก!! ชูเมืองสะอาด ท่องเที่ยววัฒนธรรม พร้อมตรวจสอบคอร์รัปชัน ‘อนุชา’ ลั่นอย่าประเมินคนกรุงต่ำ ปมผู้ว่าฯ อิสระจริงหรือไม่ ประชาชนตัดสินใจได้

‘อนุชา’ ซัด ส่วยกทม. “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” ชี้ คนกทม. รู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง ไม่อยากพูดมาก

(7 มิ.ย. 69) เวลา 07.00 น. ที่ตลาดวัดแขก เขตบางรัก นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค และนายธนากร ลิ้มวาทะรส  ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 1 เขตบางรัก ลงพื้นที่หาเสียง

โดยบรรยากาศก่อนเดินหาเสียงนายอนุชาพร้อมคณะผู้บริหารพรรคได้ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพร พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่วัดแขก จากนั้นเดินหาเสียงต่อที่บริเวณตลาดแขก ซอยสีลม 20 ทักทายพ่อค้าแม่ค้าถามสารทุกข์สุขดิบ พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่ผ่านไปผ่านมา ซึ่งมีประชาชนบางคนบอกว่า แม้จะไม่ได้อยู่ในเขตหาเสียงนี้แต่ว่าเป็นคนกทม. เหมือนกัน ก็จะเลือกเบอร์ 5 เบอร์ 5 บ้านทั้งหมู่บ้าน และระหว่างหาเสียงได้เจอกับผู้สมัคร ส.ก. อีกกลุ่ม มีการจับไม้จับมือทักทายกัน

โดยนายอนุชา กล่าวว่า เรื่องของเศรษฐกิจก็ยังเป็นประเด็นหลัก ซึ่งลงพื้นที่เห็นการใช้สอยอาจจะยังไม่มากเหมือนปกติ เพราะฉะนั้นกทม.ถ้ามีโอกาสก็ต้องมาสนับสนุนในเรื่องของการทำให้ทุกอย่างให้สะดวกสบายมากขึ้น เรื่องความสะอาดการเก็บขยะบริเวณนี้ ต้องทำเพิ่มเติมมากขึ้น ทำเป็นให้สัดส่วนมากขึ้น และบริเวณสีลม มีในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเยอะมาก มีสถาปัตยกรรมต่างๆสวยงามคือ ความเป็นกรุงเทพฯ กทม.ควรเข้ามาดูในขอบเขตต่างๆที่มีแหล่งท่องเที่ยวมีตลาดและสถานที่อื่นอื่นที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่าในเรื่องของทางเท้าเรามีนโยบายอย่างไรนายอนุชา กล่าวว่า ถ้าอยู่ในถนนหลัก เราเข้าใจเรื่องการสัญจรไปมา ต้องให้ประชาชนที่เดินทางก่อนเพื่อสะดวกสบาย แต่หากอยู่ในซอยแบบนี้การเดินทางควรเข้าใจผู้ที่ใช้ถนน สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต่อให้ไม่มีพ่อค้าแม่ค้า การเดินทางก็ลำบากอยู่แล้วเพราะเป็นซอยแคบ ซึ่งหากเราจัดแบบนี้ ก็สามารถอยู่กันกับพ่อค้าแม่ค้า ความเป็นกรุงเทพฯ คือ เรื่องของสตรีทฟู๊ด คือ อาหารที่หาได้ตามทางเดิน ที่คนต่างชาติมาและเห็นในส่วนนี้ ซึ่งเขตต่างๆ ถ้ามีแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้

เมื่อถามว่าหากมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ เรื่องคอรัปชัน จะจัดการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งนโยบายของเรา คือ ตรวจสอบได้ แต่ตอนนี้ถ้าไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง มีข้าราชการกทม.หลายคนมีการส่งสัญญาณมาถึงตน จะพูดว่า ไม่มีก็เป็นไปไม่ได้ ตามที่หลายคนพูดกันมา คำพูดที่เข้าใจง่าย คือ “ถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก” เขาบอกเองว่ากทม.มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่การหาใบเสร็จเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่หาประโยชน์และผู้สมประโยชน์ เขามีวิธีการที่เลี่ยงอยู่แล้ว เรื่องใบเสร็จเป็นไปไม่ได้ที่จะหามา เพียงแต่ว่าผู้บริหาร ซึ่งตอนนี้หมดวาระไปแล้ว จะออกมาพูดความจริงเมื่อไหร่ เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร

”จริงๆคนกทม.เขารู้กันหมดว่า ผู้ว่าฯ ที่เป็นอิสระจริงหรือเปล่า หรือเป็นทีมเดียวกัน ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะหลายคนรอไปเลือกตั้งอย่างเดียว ว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบ เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่าประเมินประชาชนต่ำไป เขารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ทั้งหมดตนคิดว่าประชาชนเข้าใจแล้วตัดสินใจได้” นายอนุชา กล่าว

จากนั้นเวลา 08.30 นายอนุชา พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ได้เดินทางมาหาเสียงต่อ ที่ ตลาดริมคลอง ซอยเจริญกรุง 103 ช่วย ดร.สุดคนึง แก้วทอง ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 2 เขตบางคอแหลม หาเสียง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1575985333885315&id=100044215910231&rdid=GByiiF4YoS75ef96#

‘อนุชา’ ลุยแก้ขยะ!! ตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะกรุงเทพ วางแผนระบบปิดแก้กลิ่นรบกวน มองระยะยาวไม่แค่หาเสียง ตั้งเป้าชุมชนอยู่ร่วมอย่างยั่งยืน

”อนุชา“ ลั่น กำจัดขยะต้องทำเป็นระบบ หลัง ลุยโรงกำจัดขยะ ยัน ไม่ได้มาแค่หาเสียง มาเพื่อแก้ไขปัญหา

(1 มิ.ย. 69) เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานศูนย์กำจัดขยะ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง เบอร์ 5 เดินตรวจเยี่ยมโรงกำจัดขยะ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการบริหารจัดการขยะกทม. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาณ์ภายหลังว่า วันนี้มาดูสภาพความเป็นจริงของการกำจัดขยะ ซึ่งเรามีอยู่ 2 จุด คือ หนองแขมและอ่อนนุช ปัญหาคือ เรื่องของกลิ่น และวันนี้ได้พูดคุยกับเอกชนและราชการ หารือเรื่องการทำระบบปิด ซึ่งเราต้องดูตั้งแต่ต้นทาง ส่วนเรื่องรถขยะเป็นอีกส่วนซึ่งเป็นของบริษัท เพราะไปรับตามหมู่บ้าน รถยังไม่ใช่ระบบปิดทั้งหมด พอมาถึงโรงงานก็ปิดยังไม่สมบูรณ์ สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือ ต้องเอาระบบการตรวจที่ชัดเจน เช่น เรื่องของกลิ่น ต้องมีเครื่องตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต ส่วนเรื่องงบประมาณต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง เราคงหาที่ถูกที่สุด แต่จะให้คนชอบที่สุดคงเป็นไปได้ยาก 

ทั้งนี้การวางแผนเรื่องอนาคตไม่ใช่เพียงคิดแค่ในวาระ 4 ปีของผู้ว่าฯกทม. จากนี้ไปการกำจัดขยะ ต้องทำให้เป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องของวาระ แต่มองมากกว่านั้น คือ 5 ปี 10 ปี ซึ่งในความรู้สึกของตน เรื่องใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้าง ต้องมองภาพของสิ่งที่ควรจะเป็นมากกว่าที่จะเห็นผล หรือระยะสั้น อาจต้องตัดสินใจในเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้มากกว่า 4 ปี ไม่ว่าจะเป็น 8 ปี 12 ปี ต้องตัดสินใจ

“แนวคิดของผม อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ร่วมกับโรงงานกำจัดขยะในอนาคต ขยะมีหมื่นตันต่อวัน เราต้องมองว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ อะไรที่ดีที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ ตนในนามของพรรคประชาธิปัตย์และสก.อาสาเข้ามา เราไม่ได้มองแค่หาเสียง เรามาเพื่อแก้ไขปัญหาของจริง เรามองในระยะยาวเพื่อจะแก้ไขให้เกิดความยั่งยืนเรื่องของเมืองฟ้าอมร and more” นายอนุชา กล่าว 

นายอนุชา กล่าวว่า ระบบปิดอาจจะทำได้เลย ส่วนการเปลี่ยนเป็นพลังงานต้องใช้เวลา แต่ต้องเร่งดำเนินการ อีกเรื่องคือมวลชนสัมพันธ์ การทำความเข้าใจ จะได้ไม่ต้องชี้ว่าใครถูกใครผิด เอาเรื่องของค่าวัดเข้ามาดู หากใครค่าเกินเป็นมาตรฐานเท่าไหร่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ขยะไม่หายไปไหนต้องไปบริหารจัดการเพื่อเกิดความยั่งยืนและเบ็ดเสร็จ

'อนุชา' ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูนโยบายสตรีทฟู้ดระเบียบ กวดขันต่างด้าวแย่งอาชีพไทย จ่อคืนเส้นทางเรือ EV ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานเสียงสวิงโหวต 20%

"อนุชา" เบอร์ 5 ควง "อภิสิทธิ์" ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูสตรีทฟู้ดเป็นระเบียบ-ฟันต่างด้าวแย่งอาชีพ เล็งรื้อฟื้นเส้นทางเรือ EV แก้รถติด-ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานสวิงโหวต 20%

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค , นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค , ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร ส.ก. เขตพระนคร ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยยามเช้าให้การต้อนรับและทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินทางไปโดยสารเรือไฟฟ้าที่ท่าเรือคลองผดุงกรุงเกษม (จุดลงเรือหัวลำโพง) เพื่อมุ่งหน้าไปหาเสียงต่อยังท่าเรือเทเวศร์

นายอนุชา เปิดเผยว่า ตลาดตรอกหม้อถือเป็นตลาดเก่าแก่ที่มีร้านอาหารอร่อยจำนวนมาก ซึ่งลักษณะเช่นนี้มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ตนมองว่า กทม. ต้องโปรโมตให้นักท่องเที่ยวได้เห็นว่าสตรีทฟู้ด (Street Food) กับความเป็นระเบียบเรียบร้อยสามารถอยู่คู่กันได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นร้านริมทางหรือบนฟุตพาทเพียงอย่างเดียว หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ จะเข้ามาจัดระเบียบไม่ให้ผู้ค้าสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนที่ใช้สัญจรบนทางเท้า

"เรื่องที่สำคัญและต้องกวดขันอย่างจริงจัง คือการแก้ไขปัญหาผู้ค้าต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย" นายอนุชาเน้นย้ำ พร้อมระบุว่า กทม. จะนำเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) มาใช้กำกับดูแลจุดผ่อนผัน เพื่อให้สามารถสแกนตรวจสอบได้ทันทีว่าใครคือผู้ได้รับอนุญาตตัวจริง เพื่อป้องกันการลักลอบขายสิทธิเช่าช่วงต่อ นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อบังคับใช้กฎหมายและกวดขันปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างเด็ดขาด

นายอนุชา ยังกล่าวถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับชุมชนว่า กรุงเทพฯ มีสถานที่ทำบุญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นจุดหมายของ "สายมู" มากมาย เช่น ศาลเจ้าพ่อเสือ ในอนาคตตนมีนโยบายพัฒนาแอปพลิเคชันของ กทม. เพื่อรวบรวมและแสดงจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้ทราบ ซึ่งจะผลักดันให้แอปฯ กทม. เป็นแพลตฟอร์มที่คนจดจำและเปิดใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

ด้านนโยบายการคมนาคม นายอนุชาได้ชูแนวคิดการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ "ล้อ ราง เรือ" เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยมุ่งผลักดันการเดินเรือไฟฟ้า (EV) ของ กทม. เข้าไปให้บริการประชาชนในคลองสายหลักต่างๆ ทั้งคลองผดุงกรุงเกษม คลองภาษีเจริญ คลองลาดพร้าว และคลองแสนแสบ

"เฉพาะอย่างยิ่งในคลองแสนแสบ ช่วงตั้งแต่วัดศรีบุญเรืองเข้ามาในพื้นที่เมืองชั้นใน ซึ่งเอกชนดำเนินการมายาวนานกว่า 30 ปี และยังคงใช้เรือเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้นเหตุหนึ่งของปัญหาฝุ่น PM 2.5 กทม. จะเข้าไปขยายการเดินเรือโดยใช้เรือไฟฟ้า EV ทั้งหมด แม้ในระยะเริ่มต้นอาจจะดูไม่คุ้มค่าในแง่ของธุรกิจ แต่การบริการสาธารณะคือสิ่งที่เมืองจะปฏิเสธการดูแลพี่น้องประชาชนไม่ได้ นอกเหนือจากนี้ หลายโครงการที่เคยทำในยุคก่อน เช่น เส้นทางการเดินเรือต่างๆ ที่ถูกยกเลิกไปในสมัยผู้ว่าฯ ชัชชาติ เราจะนำกลับมาให้บริการอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากมีระบบขนส่งอื่นที่สามารถทดแทนได้ เช่น มีรถไฟฟ้าเข้าถึงพื้นที่ หรือมีระบบฟีดเดอร์ที่เชื่อมต่อได้สะดวกกว่า เราก็จะพิจารณาปรับเปลี่ยนใช้ทางเลือกอื่นที่เหมาะสมแทน" นายอนุชากล่าว

ส่วนกระแสพรรคประชาธิปัตย์ที่ปรากฏในโพลเลือกตั้งผู้ว่า กทม. นายอภิสิทธิ์ กล่าว พรรคพร้อมนำเสนอนโยบายที่สร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเพื่อนำมาทำประโยชน์และแก้ปัญหาการเลี่ยงภาษีที่ดิน รวมถึงการชูนโยบายปราบปรามการทุจริตที่เข้มข้น เพื่อดึงฐานเสียงเดิมและจูงใจกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจอีกประมาณ 20% ให้หันกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top